หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศเข้าถาโถมเข้าใส่ ในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มตั้งเค้าขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดัชนีหุ้นไทยเริ่มปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2551 จนถึงปัจจุบัน (17 มิ.ย. 2551)
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศเข้าถาโถมเข้าใส่ ในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มตั้งเค้าขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดัชนีหุ้นไทยเริ่มปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2551 จนถึงปัจจุบัน (17 มิ.ย. 2551)
จากระดับดัชนี 884.19 จุด ลงมาอยู่ที่ 776.30 จุด ปรับลงมาแล้ว 107.89 จุด หรือปรับลดลง 12.02% ทำให้สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากระดับ 15.62 เท่า ลงมาเหลือ 13.32 เท่าในปัจจุบัน โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้ว ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังจะสดใสหรือไม่
"พนุกร จันทรประภาพ" ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) บอกว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลงมาเยอะเกินไป ต่างชาติค่อนข้าง "แพนิก" อาจจะประเมินสถานการณ์ว่า ตลาดเพื่อนบ้านก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ก็เลยขายออกมา ภาพที่เห็นคือต่างชาติขายตลาดไทยค่อนข้างจะหนักมาก ขายวันละ 1,000-2,000 ล้านบาท มาตลอด ถ้าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติยังมีระดับนี้ ก็อาจไม่แปลกใจถ้าดัชนีจะลงไป 750 จุด ก็มีความเป็นไปได้ ทั้งๆ ที่ธุรกิจหลายธุรกิจ บริษัทหลายบริษัทยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี จึงถือว่าเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าไปซื้อหุ้น โดยเฉพาะนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวเป็นจังหวะที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ถ้าตลาดหุ้นไทยลงมาที่ระดับ 750 จุด ซึ่ง P/E ประมาณ 9 เท่า ปกติถ้าไปดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่ามูลค่าตลาดหุ้นไทยทุกครั้งที่ตลาดไทยลงมาเทรดที่ P/E 9 เท่า ส่วนใหญ่มักจะมีนักลงทุนกลับเข้ามาซื้อใหม่เสมอ ถ้าไปดูรูปแบบการขายของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้ขายตลาดไทยตลาดเดียว แต่ขายทั่วเอเชียเลย ซึ่งความกังวลมาจาก 1) เงินเฟ้อ เพราะหลายประเทศในเอเชียอัตราเงินเฟ้อสูงมาก และ 2) เวียดนาม ซึ่งคนมองว่าอาจจะกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนที่ไทยเคยเจอในปี 1997 ถ้าต่างชาติไม่มั่นใจเขาก็เทขายไปหมดเลย
"เมื่อเดือนที่แล้วตลาดไทยก็เพอร์ฟอร์มไม่ค่อยดี แต่ไปดูดัชนี MSCI ที่เป็นเอเชียแปซิฟิกลบมากกว่าอีก เดือนที่แล้วเริ่มมีการประท้วง เริ่มมีเรื่องของม็อบแล้ว แต่ตลาดไทยก็ยังเอาท์เพอร์ฟอร์มตลาดเพื่อนบ้าน ฉะนั้น เรื่องของการเมืองเป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้มีปัจจัยการเมืองตลาดไทยก็ยังเอาท์เพอร์ฟอร์ม แต่ช่วงนี้เองความไม่มั่นใจอาจจะสูงหน่อย แต่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมา ถือเป็นโอกาสในการลงทุนเช่นกัน"
พนุกรยังบอกอีกว่า ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ซึ่งเทรดที่ P/E 14-16 เท่า ในขณะที่ไทยยังอยู่ 10 เท่า มาตลอด แต่ก็มีเหตุผลเพราะช่วงที่ผ่านมาการเมืองเราไม่นิ่งและอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ (Earning Growth) ของเราแทบไม่มี บางปีก็ติดลบ แต่มาปีนี้สถานการณ์กลับกันช่วงต้นปีมองอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิอยู่ประมาณ 20-25% แต่ถ้าไปดูไตรมาสที่ 1/2551 โต 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
เพราะฉะนั้นถ้าอัตราการเติบโตกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยโตขนาดนี้ ตลาดไทยก็ไม่ควรที่จะซื้อขายที่ P/E 10-12 เท่า แต่ว่ามาตอนนี้อาจจะต้องถือว่าตลาดไทยอาจจะโชคร้าย เพราะมีปัจจัยภายนอกกดดันเหมือนกัน ซึ่งอาจจะทำให้ตัวเลขการเติบโตของกำไรสุทธิปรับลงเล็กน้อย แต่โดยเฉลี่ยทั้งปีก็ยังน่าจะเป็นตัวเลข 2 หลักอยู่ ตัวเลขกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน 1 ใน 3 ของตลาดเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ด้วยราคาน้ำมันระดับนี้กำไรเติบโตอยู่แล้ว ในขณะที่กลุ่มธนาคารเองสินเชื่อในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมามีการเติบโตสูงหลายๆ แบงก์โตกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อีกทั้งปีนี้ยังไม่มีภาระในการตั้งสำรองอีก เพราะฉะนั้นกำไรเติบโตได้ค่อนข้างดี
"กำไรของ 2 กลุ่มหลักในครึ่งปีแรกมันดี ครึ่งปีหลังทุกคนรู้ว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงแน่นอน แต่โดยเฉลี่ยทั้งปีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิยังน่าจะเป็นเลข 2 หลักได้ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ เพราะตลาดไทยเองในแง่มูลค่า ถือว่าถูกเกือบที่สุด ถึงแม้ตลาดเพื่อนบ้านราคาจะปรับลงมามากก็ตาม แต่ไปดู P/E ยัง 14 เท่าอยู่ ในขณะที่เรายังอยู่ 10 เท่ากว่า ตลาดไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติยังโอเคอยู่"
พนุกรยอมรับว่า เดิมเราเคยมองเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 940 จุด แต่อาจจะต้องมีการปรับประมาณการใหม่ลงมา แต่คงต้องดูตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เงินเฟ้อ อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนอีกครั้งว่าระดับที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทย น่าจะอยู่ที่ตรงไหน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะได้เห็นดัชนีระดับ 900 จุด อีกครั้ง
เพราะในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมาก ถ้าจำได้ช่วงที่มีซับไพร์มเกิดขึ้นใหม่ๆ ตลาดก็ลงไปมาก แต่สักพักก็สามารถที่จะกลับขึ้นมาได้ พอมีปัญหาซับไพร์มรอบสอง ก็ลงมาอีก ตอนแรกเรานึกว่าระดับ 850 จุด ตอนต้นปีจะเป็นจุดสูงสุดของปีแล้ว คิดว่าคงไม่มีทางขึ้นไปได้ แต่พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐที่เรากลัวว่าจะเป็นเศรษฐกิจถดถอย แต่สุดท้ายแค่ชะลอตัว เมื่อความมั่นใจกลับมา การเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนกลับมา ทุกคนมั่นใจ ดัชนีก็สามารถกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 890 จุด ได้
"ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ดัชนีหุ้นไทยก็สามารถกลับไปได้เช่นกัน เพราะด้วยปัจจัยพื้นฐานของเมืองไทยมันยังไม่แย่ขนาดนั้น คือผมเชื่อโดยส่วนตัว บริษัทจดทะเบียนผู้บริหารเขาไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ สถานการณ์แย่ยังไงผมคิดว่าทุกคนรู้ แล้วพยายามประเมินสถานการณ์และปรับกลยุทธ์เพื่อทำธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้ได้ ถ้าการเมืองเริ่มนิ่งขึ้นแล้วสถานการณ์นอกประเทศดีขึ้น เช่น GDP สหรัฐออกมาดูดีนิดหนึ่ง เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาด ราคาน้ำมันไม่ถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถ้าเริ่มมีความมั่นใจ ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะกลับมา เพราะพื้นฐานตลาดหุ้นไทยมี ถ้าปัจจัยภายนอกเป็นใจตลาดหุ้นไทยไปได้อยู่แล้ว"
แม้เศรษฐกิจประเทศไทยจะมีปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศมากดดัน แต่แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยอาจจะไม่แย่อย่างที่คิดก็ได้ เพราะในวิกฤติย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ
ที่มา : http://www.rssthai.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น