ตลาดหุ้นตื่น พันธมิตร ประกาศบุกทำเนียบฯ ดัชนีดิ่ง23จุด

โดย มติชน วัน ศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:00 น.
ภายหลังที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศเคลื่อนม็อบไปยังทำเนียบรัฐบาล 20 มิ.ย.นี้ ทำตลาดหุ้นดัชนีร่วงวันเดียว 23 จุด ตั้งแต่เริ่มชุมนุมร่วงไปแล้วถึง 130 จุด แต่ตลท.ไม่หวั่นใจ เชื่อมั่นรัฐบาลจัดการได้ นักวิเคราะห์คาดการเมืองกดหุ้นถึงปีหน้า ด้านกบง.ยังไม่เคาะแบ่งน้ำมันถูก

ข่าวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมเคลื่อนไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิถุนายน ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน โดยดัชนียังคงลดลงอย่างหนักต่อเนื่องจากหลายวันก่อน โดยทันทีที่เปิดตลาด ดัชนีร่วงลงทันทีและลดลงต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยดัชนีต่ำสุดที่ 741.47 จุด ลดลง 24.27 จุด ก่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนปิดตลาดที่ 742.46 จุด ลดลง 23.28 จุด หรือลดลงถึง 3.04% มูลค่าการซื้อขายรวม 19,624.31 ล้านบาท ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิอีก 2,137.41 ล้านบาท ซึ่งหากนับจากต้นปี ขายสุทธิแล้ว 39,604.8 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อยในประเทศซื้อสุทธิ 390.25 ล้านบาท และ 1,747.16 ล้านบาท ตามลำดับ

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.จะจับตาดูการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรในวันที่ 20 มิถุนายนอย่างใกล้ชิด เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังถูกดดันจากปัจจัยทางการเมือง ทำให้ดัชนียังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัจจัยเศรษฐกิจภายในภูมิภาค เช่น เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่สูง ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและขายหุ้นออกเพื่อลดความเสี่ยง

'ไม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมากนัก เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการให้เรียบร้อยได้ ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้นนักลงทุนก็จะกลับเข้ามาซื้อเอง' นางภัทรียา กล่าวและว่า ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิไปแล้วรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท ส่วนช่วงที่เหลือของปีนี้ไม่สามารถประเมินได้ว่า นักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิอีกมากน้อยเพียงใด เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และอยู่เหนือความคาดหมาย

ตั้งแต่ม็อบดัชนีร่วงแล้ว 130 จุด

นางสาวมยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติ ที่เร่งเทขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงประเด็นทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้อ ส่อแววจะไม่มีข้อยุติ และมีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น รวมทั้งมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง จากเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงมากกว่าตลาดหุ้นย่านเอเชีย

'ดัชนีร่วงลงมาแล้ว 130 จุด นับจากวันที่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ดัชนียังอยู่ที่ 885 จุด วันนี้ดัชนีลดลงมาอยู่ที่ 750 จุด ทั้งที่วันนี้น่าจะฟื้นตัวได้บ้างจากราคาน้ำมันพุ่ง และการเตรียมลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจี น่าจะส่งผลดีต่อ ปตท. แต่บรรยากาศไม่ค่อยดี ราคาหุ้นเลยไม่ตอบรับ' นางสาวมยุรี กล่าว

ชี้การเมืองกดดันหุ้นถึงปีหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้จัดเสวนาด่วน เรื่อง 'วิกฤตหรือโอกาสตลาดหุ้นไทยผ่านมุมมองนักวิเคราะห์ชั้นเซียน' ช่วงเวลา 16.00-17.30 น. ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ โดยมีนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ชั้นนำมาร่วมเสวนาจำนวนมาก

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า หากกลุ่มพันธมิตรย้ายมาหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัญหาการเมืองจะเป็นอย่างนี้ไปสักระยะอาจถึงปีหน้า นักลงทุนต้องทำใจ หากเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น แล้วมากังวลปัจจัยการเมือง ก็คงไม่ต้องลงทุนกันแล้ว เชื่อว่าจะมีนักลงทุนต่างชาติที่มองจุดนี้และกลับเข้ามาลงทุน ขณะนี้ต่างชาติถือหุ้นไทยอยู่ที่ 30% และขายออกไปแล้ว 3 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าสูง แต่หากราคาลดลงเร็วและแรงจะไปหยุดแรงขายของต่างชาติลงได้ เพราะมูลค่าที่ลดลงแรง คงไม่อยากขายต่อไปอีก

ปตท.ชี้ก.ค.นี้ เอ็นจีวี ดีขึ้น

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงนี้ แม้ว่าราคาเบนซินในตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และดีเซลอยู่ที่ 160 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันได้เร่งปั๊มและเพิ่มการขนส่งเอ็นจีวีที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันแพง ล่าสุด สถานีแม่ที่ลาดหลุมแก้ว ซึ่งเป็นสถานีหลักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถเพิ่มจ่ายก๊าซได้สูงถึง 470 ตันต่อวัน และจะเพิ่มเป็น 640 ตันต่อวันในเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีรถขนส่งเอ็นจีวีเพิ่มเป็น 156 คัน ด้วยจำนวนเที่ยวส่งสูงถึง 266 เที่ยวต่อวัน จากเดิมมีแค่ 70 เที่ยว ซึ่งจะทำให้สถานการณ์เอ็นจีวีคลี่คลายตั้งแต่กรกฎาคมนี้ และสิ้นปีนี้จะจ่ายก๊าซเอ็นจีวีเพิ่มสูงสุดถึง 5,400 ตันต่อวัน มีปั๊มเอ็นจีวี 355 แห่ง เพียงพอกับความต้องการใช้ทั่วประเทศ

ก.ค.นี้ ขึ้นแอลพีจีภาคขนส่งอีก

นายประเสริฐ กล่าวว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ จำเป็นต้องปรับเพิ่มราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในภาคขนส่ง เพราะปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาก จากการตรึงราคา ซึ่งหากคำนวณราคาที่สะท้อนราคาตลาดโลก จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก 30 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากปัจจุบัน 18 บาทต่อ กก. เนื่องจากแอลพีจีที่นำเข้าจากต่างประเทศราคาอยู่ที่ 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาในประเทศถูกตรึงไว้ที่ 320 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้อุดหนุนส่วนต่าง 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพื่อรักษาระดับราคาแอลพีจี โดยคาดว่าปีนี้จะต้องนำเข้าประมาณ 2-3 แสนตัน และเพิ่มเป็น 5 แสนตันถึง 1 ล้านตัน ในปี 2552 จึงต้องหาทางลดภาระให้ประเทศ

'แต่คงพูดไม่ได้ว่าจะต้องปรับให้เท่าราคาตลาดโลก เพราะต้องเพิ่มถึง 30 บาท อาจใช้วิธีทยอยปรับราคามากกว่า แต่เชื่อว่า แม้จะปรับเพิ่มราคาในภาคขนส่งแล้วการใช้แอลพีจีก็ไม่ลดลง เนื่องจากยังมีราคาที่จูงใจเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน' นายประเสริฐ กล่าว

กบง.ยังไม่เคาะแบ่งน้ำมันถูก

พล.ท. (หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ขณะนี้มี 5 กลุ่มที่ยื่นขอน้ำมันดีเซลราคาถูกกว่าตลาดลิตรละ 3 บาท คือ สมาชิกรถบรรทุกภาคอีสาน สหพันธ์การขนส่งแห่งประเทศไทย กลุ่มรถแท็กซี่เอื้ออาทร กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และกลุ่มประมง ซึ่งทั้ง 5 กลุ่ม ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องปริมาณน้ำมัน ระยะเวลาที่ขอความช่วยเหลือ จึงจะส่งเรื่องให้กระทรวงต้นสังกัดของแต่ละกลุ่มตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึก เพื่อเสนอต่อครม.พิจารณาต่อไป โดยล่าสุดมีน้ำมันเหลือ 92 ล้านลิตร จากที่ได้รับจัดสรรจากโรงกลั่นเดือนละ 122 ล้านลิตร

นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน คงจะไม่ขอน้ำมันดีเซลราคาถูกจากโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มอีก แม้ว่าปริมาณที่กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบขอมามากกว่าก็ตาม

ให้รถบรรทุกส่งรายละเอียดน้ำมันถูก

นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทนกระทรวงพลังงาน และสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยว่า ได้ให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกไปจัดทำรายละเอียดปริมาณความต้องการน้ำมันราคาถูก วิธีควบคุมจัดสรรน้ำมันให้กับสมาชิกมาให้กระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป หากเสนอมาให้เร็วก็จะเร่งเสนอ ครม.ภายในสัปดาห์หน้า แต่อาจจะไม่ได้รับการจัดสรรตามที่ต้องการทั้งหมด เพราะกระทรวงพลังงานมีน้ำมันราคาต่ำเพียงเดือนละ 120 ล้านลิตร และได้จัดสรรให้ภาคต่างๆ เหลืออีกเพียง 40-50 ล้านลิตรเท่านั้น

นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์ กล่าวว่า พอใจผลการประชุม และจะเร่งจัดทำรายละเอียดเสนอกระทรวงคมนาคมภายในวันที่ 20 มิถุนายน คาดว่า ปริมาณความต้องการน้ำมันจะอยู่ที่หลักล้านลิตรต่อวัน

น้ำมันโลกผันผวนหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลต์สวีทผันผวนอย่างมาก โดยในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์ค วันที่ 18 มิถุนายน ราคาไต่ขึ้นไป 2.67 ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ 136.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีกระแสข่าวว่าพนักงานของบริษัทน้ำมันเชฟรอนในประเทศไนจีเรียขู่จะประท้วงหยุดงาน ต่อมาในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียวันที่ 19 มิถุนายน ราคาได้ผ่อนคลายลง ไปอยู่ที่ 136.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 71 เซ็นต์ เมื่อรัฐมนตรีน้ำมันของไนจีเรียออกมายืนยันว่า การประท้วงจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการซื้อขายที่ตลาดลอนดอน ราคากลับสูงขึ้นไปอยู่ที่ 137 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากบริษัทเชลล์ประกาศว่าต้องหยุดการผลิตน้ำมันในประเทศไนจีเรีย เพราะถูกกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายโจมตี

Tag (ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง): ตลาดหุ้น ชุมนุมพันธมิตรประชาชนฯ ดัชนีหุ้นดิ่ง ตลาดหลักทรัพย์ หุ้นร่วง


รวมเรื่องฮอต : คลิปเด็ด ภาพเด็ด ซุบซิบดารา กระทู้ฮอต ข่าวเด่น วาไรตี้ เกมส์-ไอที ข่าวกีฬา คลิกที่นี่

หมอเลี้ยบ โวยม็อบพันธมิตรฯ ทำตลาดหุ้นสูญเงิน 8 แสนล้านบ.

โดย คม ชัด ลึก วัน เสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:00 น.

รองนายกฯและรมว.คลัง เผย ม็อบพันธมิตรฯทำตลาดหุ้นสูญเงินกว่า 8 แสนล้านบาท จี้ทุกฝ่ายตั้งสติให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง อย่าคิดเพียงแค่เอาชนะคะคานกัน ขณะที่สถานการณ์โลกก็รุมเร้าหนักหน่วง

สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
(21มิ.ย.) น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวในรายการ “คุยนอกทำเนียบ“ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ว่า วันนี้เป็นเวลาที่สำคัญที่พวกเราทุกคนจะต้องตั้งสติและคิดกันให้เห็นถึงประโยชน์ของประเทศชาติและความสุขของประชา ชนเป็นสำคัญ การที่เราจะดึงดันทำอะไรกันลงไปเพียงแค่จะเอาชนะเพียงฝ่ายเดียว อาจจะต้องคำนึงว่าชัยชนะนั้นเป็นชัยชนะบนความบอบช้ำของประเทศหรือบนคราบน้ำตาของประชาชน

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้เราไม่สามารถที่จะทำนายอนาคตของประเทศชาติได้เลยว่า จะก้าวเดินต่อไปอย่างไร ตรงนั้นจะเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่เห็นได้ชัดคือความเชื่อมั่นของประชาชนและนักธุรกิจทางภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ได้สะท้อนผ่านมาหลายรูปแบบ

"อย่างตลาดหลักทรัพย์ฯนั้นตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมดัชนีต่ำลงไปร่วม 100 จุด มูลค่าของตลาดลดลง 8 แสนกว่าล้านบาท หากมีการชุม นุมยืดเยื้อต่อไปก็น่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบ เมื่อควบคู่กับปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่รุมเร้าก็ยิ่งหนักหน่วง" รมว.คลังผู้นี้กล่าวทิ้งท้าย


Tag (ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง): สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี คุยนอกทำเนียบ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รองนายกรัฐมนตรี


รวมเรื่องฮอต : คลิปเด็ด ภาพเด็ด ซุบซิบดารา กระทู้ฮอต ข่าวเด่น วาไรตี้ เกมส์-ไอที ข่าวกีฬา คลิกที่นี่

หลักการลงทุนในตลาดหุ้น

มีคำกล่าวเรื่องหลักการลงทุนในตลาดหุ้นไว้ว่าการเล่นหุ้นก็เหมือนกับการค้าขาย พยายามซื้อถูกแล้วไปขายแพง ฟังดูแล้วการเล่นหุ้นให้กำไรก็ไม่น่าจะยากลำบากแต่อย่างใด แต่พอเอาเข้าจริงๆ จะมีนักลงทุนสักกี่คนที่ทำได้ดังว่าจนประสบความสำเร็จได้กำไร และร่ำรวยขึ้นโดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่เข้าใจตลาดหุ้นดีพอเห็นการเล่นหุ้นเหมือนการเล่นขายของคงได้กำไรง่ายๆแต่หลังจากเริ่มลงทุนไปได้สักระยะหนึ่งก็ชักจะรู้สึกว่าถูกหุ้นเล่น(งาน)แทนที่จะเล่นหุ้น ที่เคยมีคนบอกว่าเล่นหุ้นแล้วได้กำไรง่าย ชักไม่จริงดังว่า ยิ่งซื้อยิ่งติด ยิ่งซื้อยิ่งถูกลง แล้วจะทำอย่างไรดี
ในตำราฝรั่งซึ่งเป็นต้นแบบของการลงทุนในหุ้นมีแนวคิดหรือหลักการที่เสนอข้อคิดเกี่ยวกับการเล่นหุ้นไว้มากมายที่ล้วนน่าสนใจและก็ใช้ได้ผลดีพอควร ในที่นี้ผู้เขียนขอหยิบเอาจุดสำคัญที่น่าสนใจบางส่วนมาเล่าให้ฟังโดยเป็นประเด็นสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ทั้งหลายที่น่าจะ เก็บเอาไว้พิเคราะห์ดู ส่วนนักลงทุนที่ยังคลำเป้าไม่ค่อยเจอก็ลองฟังดูได้ไม่ผิดกติกาอะไร
ข้อที่หนึ่ง กล่าวไว้ว่าอย่าคิดรวยเร็วแบบเปิดปุ๊ปติดปั๊บต้องใช้เวลาและความคิดก่อนที่จะเป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่จริงก็คือสัจธรรมของอาชีพการงานทั้งหลายจะประสบความสำเร็จต้องมีความอดทนและมีอุตสาหะในการเรียนรู้และพัฒนา ยิ่งรู้และเข้าใจตลาดหุ้นมากเท่าไร โอกาสสำเร็จก็สูง พลาดก็น้อย ไม่มีสูตรสำเร็จหรือทางลัดใด ๆ ในการเล่นหุ้น อย่าหวังรวยเร็ว
ข้อที่สอง บอกว่าอย่าเริ่มลงทุนหากยังไม่มีเงินสะสมเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายนานเก้าเดือน เพราะการลงทุนใช่ว่าจะโชคดีสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่วินาทีแรก หุ้นบางตัวซื้อแล้วต้องถือไว้สักระยะหนึ่งจึงจะทำกำไรได้และหากพลาดไปซื้อหุ้นที่ราคาตกลงแถมยังขายยากอีกต่างหากก็มีอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นต้องมีเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายให้นานเพียงพอระหว่างรอผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับคนที่มีเงินเดือนเป็นรายได้ประจำคงผ่านข้อนี้ไปได้
ข้อที่สาม กล่าวถึงต้องรู้เป้าหมายของการลงทุนว่าต้องการอะไร ระหว่างผลตอบแทนแบบเงินได้ประจำ (INCOME) อาทิเช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย หรือต้องการให้เงินลงทุนเติบโต (GROWTH) คือ ราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสนในการเลือกหุ้นที่จะลงทุน ตัวอย่างเช่น ต้องการให้เงินลงทุนงอกเงยเร็ว (เก็งกำไร) แต่กลับไปซื้อหุ้นประเภทที่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ผลประกอบการดีพอควร จ่ายเงินปันผลสูง เป็นต้น ผลตอบแทนที่ได้ก็จะไม่ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้แต่เดิม
ข้อที่สี่ ให้เริ่มต้นซื้อหุ้นของกิจการที่มีชื่อเสียง มีผลประกอบการในอดีตที่ดีหารายงานวิเคราะห์ได้ง่าย และซื้อง่ายขายคล่องหรือสรุปคือซื้อหุ้นบลูชิพเพราะไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร การถือหุ้นประเภทนี้ไว้ในระยะยาวก็ยังให้ผลตอบแทนเสมอ แม้จะไม่มากนักแต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็ต่ำกว่าหุ้นประเภทอื่น
ข้อที่ห้า หาเหตุผลสนับสนุนอย่างชัดแจ้งถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นก่อนจะซื้อหุ้นตัวหนึ่งตัวใดเสมอไม่ยึดเอาความรู้สึกเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเพราะราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั้น ๆ ทั้งในด้านของผลประกอบการ การทำกำไร แนวโน้มการเติบโตในอนาคตเป็นต้นแต่หุ้นจะไม่ขึ้นเพียงเพราะรู้สึกว่าอยากจะขึ้น
ข้อที่หก ไม่จำเป็นต้องซื้อขาย ปรับพอร์ทโฟลิโอบ่อย ๆ เพราะกำไรที่ควรได้จะสูญเสียไปกับค่าคอมมิชชั่น หากพิจารณาคัดเลือกหุ้นที่จะซื้อลงทุนได้แล้วควรถือหุ้นเก็บไว้นานสักระยะหนึ่งไม่ควรซื้อมาขายไปตลอดเวลา เพราะเป็นการเสียโอกาสในการทำกำไรแบบต่อเนื่อง เมื่อหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งกำไรที่ควรได้ส่วนหนึ่งถูกลดทอนไปกับค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายไปในการซื้อขายทุกครั้ง
ข้อที่เจ็ด ให้กระจายความเสี่ยงการลงทุนไม่ควรลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว เพราะไม่มีบริษัทใดจะมีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่องทุกปีตลอดไป มีโอกาสที่เกิดอาการสะดุดจนกำไรหายไปบ้างในบางปีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ขอเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มในข้อนี้ด้วยว่าก็ไม่ควรกระจายความเสี่ยงมากจนเกินไป เพราะนักลงทุนบางท่านซื้อหุ้นเก็บไว้ในพอร์ทหลายสิบตัวในเวลาเดียวกันซึ่งทำให้ไม่สามารถติดตามราคาหุ้นและผลประกอบการได้ใกล้ชิดทุกตัว และหากเกิดสถานการณ์พลิกผันในตลาดหุ้น โอกาสที่จะขายเพื่อถือเงินสดจะทำได้ยาก ทำให้ติดหุ้น
ข้อที่แปด ตั้งจุดขาดทุนสูงสุดไว้ในใจ เป็นข้อที่สำคัญเหมือนเบรคของรถยนต์ เพราะหากเลือกซื้อหุ้นผิด แล้วราคาตกลง ต้องกล้าตัดสินใจขายทิ้งเมื่อราคาหุ้นตกลงถึงจุดที่กำหนดไว้อย่าเชื่อมั่นว่าหุ้นมีลงก็มีขึ้นเพราะมีหุ้นอยู่เป็นจำนวนมากที่ลงเป็นแต่ขึ้นไม่เป็น
ข้อที่เก้า เป็นส่วนเสริมจากข้อที่แปดคือต้องหาเหตุผลว่าทำไมราคาหุ้นตัวนั้นจึงปรับตัวลดลง โดยเฉพาะจากปัจจัยพื้นฐานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการ ปัญหาด้านธุรกิจ การจัดการการเงินฯลฯตลอดจนแนวโน้มในอนาคต เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นประสบการณ์ไม่เสี่ยงซื้อหุ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้นอีกในอนาคต
ข้อสุดท้าย ต้องมั่นค้นคว้าและอ่านบทความเกี่ยวกับการลงทุนและกลยุทธ์การลงทุนอยู่เสมอเพราะกระแสการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินนั้นรวดเร็วมากและเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา


จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คงจะเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ได้พอสมควรโดยเฉพาะข้อสุดท้ายดูจะเป็นสิ่งประกันความสำเร็จได้ดีที่สุดตามหลักตำราพิชัยสงคราม รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ที่มา : http://learners.in.th/blog/nattaporn2530/172731

บิ๊กล็อตเช้านี้ PTTEP มูลค่าสูงสุด 14.02 ลบ.ราคาเฉลี่ย 137.75 บ./หุ้น

ปิดตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ พบมีการซื้อขายบิ๊กล็อต 3 หลักทรัพย์ 6 รายการ
พบ PTTEP มีมูลค่าสูงสุด 14.02 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 137.75 บาท
รายงานหลังปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันนี้

พบว่ามีการทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ (BIG LOT) จำนวน 3 หลักทรัพย์ 6 รายการ ดังนี้
หลักทรัพย์ รายการ จำนวนหุ้น มูลค่า (บาท) ราคาเฉลี่ย (บาท)
PTTEP 1 101,800 14,022,950.00 137.75
KASET 4 2,000,000 12,000,000.00 6.00
HEMRAJ-F 1 5,000,000 5,750,000.00 1.15
* หมายเหตุ: รวมตลาด MAI ด้วย
**ที่มา: http://thaihotnews.wordpress.com

Filed under: ข่าวหุ้น-การเงิน | Tagged: บิ๊กล็อต, หลักทรัพย์, ตลาด MAI, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, หุ้น, ตลาดหุ้น, PTTEP, หุ้นไทย, ซื้อขาย, KASET, HEMRAJ-F

ตลาดหุ้นไทย...ไม่ย่ำแย่อย่างที่คิด

หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศเข้าถาโถมเข้าใส่ ในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มตั้งเค้าขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดัชนีหุ้นไทยเริ่มปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2551 จนถึงปัจจุบัน (17 มิ.ย. 2551)

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศเข้าถาโถมเข้าใส่ ในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มตั้งเค้าขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดัชนีหุ้นไทยเริ่มปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2551 จนถึงปัจจุบัน (17 มิ.ย. 2551)

จากระดับดัชนี 884.19 จุด ลงมาอยู่ที่ 776.30 จุด ปรับลงมาแล้ว 107.89 จุด หรือปรับลดลง 12.02% ทำให้สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากระดับ 15.62 เท่า ลงมาเหลือ 13.32 เท่าในปัจจุบัน โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้ว ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังจะสดใสหรือไม่

"พนุกร จันทรประภาพ" ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) บอกว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลงมาเยอะเกินไป ต่างชาติค่อนข้าง "แพนิก" อาจจะประเมินสถานการณ์ว่า ตลาดเพื่อนบ้านก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ก็เลยขายออกมา ภาพที่เห็นคือต่างชาติขายตลาดไทยค่อนข้างจะหนักมาก ขายวันละ 1,000-2,000 ล้านบาท มาตลอด ถ้าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติยังมีระดับนี้ ก็อาจไม่แปลกใจถ้าดัชนีจะลงไป 750 จุด ก็มีความเป็นไปได้ ทั้งๆ ที่ธุรกิจหลายธุรกิจ บริษัทหลายบริษัทยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี จึงถือว่าเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าไปซื้อหุ้น โดยเฉพาะนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวเป็นจังหวะที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ถ้าตลาดหุ้นไทยลงมาที่ระดับ 750 จุด ซึ่ง P/E ประมาณ 9 เท่า ปกติถ้าไปดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่ามูลค่าตลาดหุ้นไทยทุกครั้งที่ตลาดไทยลงมาเทรดที่ P/E 9 เท่า ส่วนใหญ่มักจะมีนักลงทุนกลับเข้ามาซื้อใหม่เสมอ ถ้าไปดูรูปแบบการขายของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้ขายตลาดไทยตลาดเดียว แต่ขายทั่วเอเชียเลย ซึ่งความกังวลมาจาก 1) เงินเฟ้อ เพราะหลายประเทศในเอเชียอัตราเงินเฟ้อสูงมาก และ 2) เวียดนาม ซึ่งคนมองว่าอาจจะกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนที่ไทยเคยเจอในปี 1997 ถ้าต่างชาติไม่มั่นใจเขาก็เทขายไปหมดเลย

"เมื่อเดือนที่แล้วตลาดไทยก็เพอร์ฟอร์มไม่ค่อยดี แต่ไปดูดัชนี MSCI ที่เป็นเอเชียแปซิฟิกลบมากกว่าอีก เดือนที่แล้วเริ่มมีการประท้วง เริ่มมีเรื่องของม็อบแล้ว แต่ตลาดไทยก็ยังเอาท์เพอร์ฟอร์มตลาดเพื่อนบ้าน ฉะนั้น เรื่องของการเมืองเป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้มีปัจจัยการเมืองตลาดไทยก็ยังเอาท์เพอร์ฟอร์ม แต่ช่วงนี้เองความไม่มั่นใจอาจจะสูงหน่อย แต่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมา ถือเป็นโอกาสในการลงทุนเช่นกัน"

พนุกรยังบอกอีกว่า ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ซึ่งเทรดที่ P/E 14-16 เท่า ในขณะที่ไทยยังอยู่ 10 เท่า มาตลอด แต่ก็มีเหตุผลเพราะช่วงที่ผ่านมาการเมืองเราไม่นิ่งและอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ (Earning Growth) ของเราแทบไม่มี บางปีก็ติดลบ แต่มาปีนี้สถานการณ์กลับกันช่วงต้นปีมองอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิอยู่ประมาณ 20-25% แต่ถ้าไปดูไตรมาสที่ 1/2551 โต 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

เพราะฉะนั้นถ้าอัตราการเติบโตกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยโตขนาดนี้ ตลาดไทยก็ไม่ควรที่จะซื้อขายที่ P/E 10-12 เท่า แต่ว่ามาตอนนี้อาจจะต้องถือว่าตลาดไทยอาจจะโชคร้าย เพราะมีปัจจัยภายนอกกดดันเหมือนกัน ซึ่งอาจจะทำให้ตัวเลขการเติบโตของกำไรสุทธิปรับลงเล็กน้อย แต่โดยเฉลี่ยทั้งปีก็ยังน่าจะเป็นตัวเลข 2 หลักอยู่ ตัวเลขกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน 1 ใน 3 ของตลาดเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ด้วยราคาน้ำมันระดับนี้กำไรเติบโตอยู่แล้ว ในขณะที่กลุ่มธนาคารเองสินเชื่อในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมามีการเติบโตสูงหลายๆ แบงก์โตกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อีกทั้งปีนี้ยังไม่มีภาระในการตั้งสำรองอีก เพราะฉะนั้นกำไรเติบโตได้ค่อนข้างดี

"กำไรของ 2 กลุ่มหลักในครึ่งปีแรกมันดี ครึ่งปีหลังทุกคนรู้ว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงแน่นอน แต่โดยเฉลี่ยทั้งปีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิยังน่าจะเป็นเลข 2 หลักได้ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ เพราะตลาดไทยเองในแง่มูลค่า ถือว่าถูกเกือบที่สุด ถึงแม้ตลาดเพื่อนบ้านราคาจะปรับลงมามากก็ตาม แต่ไปดู P/E ยัง 14 เท่าอยู่ ในขณะที่เรายังอยู่ 10 เท่ากว่า ตลาดไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติยังโอเคอยู่"

พนุกรยอมรับว่า เดิมเราเคยมองเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 940 จุด แต่อาจจะต้องมีการปรับประมาณการใหม่ลงมา แต่คงต้องดูตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เงินเฟ้อ อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนอีกครั้งว่าระดับที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทย น่าจะอยู่ที่ตรงไหน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะได้เห็นดัชนีระดับ 900 จุด อีกครั้ง

เพราะในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมาก ถ้าจำได้ช่วงที่มีซับไพร์มเกิดขึ้นใหม่ๆ ตลาดก็ลงไปมาก แต่สักพักก็สามารถที่จะกลับขึ้นมาได้ พอมีปัญหาซับไพร์มรอบสอง ก็ลงมาอีก ตอนแรกเรานึกว่าระดับ 850 จุด ตอนต้นปีจะเป็นจุดสูงสุดของปีแล้ว คิดว่าคงไม่มีทางขึ้นไปได้ แต่พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐที่เรากลัวว่าจะเป็นเศรษฐกิจถดถอย แต่สุดท้ายแค่ชะลอตัว เมื่อความมั่นใจกลับมา การเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนกลับมา ทุกคนมั่นใจ ดัชนีก็สามารถกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 890 จุด ได้

"ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ดัชนีหุ้นไทยก็สามารถกลับไปได้เช่นกัน เพราะด้วยปัจจัยพื้นฐานของเมืองไทยมันยังไม่แย่ขนาดนั้น คือผมเชื่อโดยส่วนตัว บริษัทจดทะเบียนผู้บริหารเขาไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ สถานการณ์แย่ยังไงผมคิดว่าทุกคนรู้ แล้วพยายามประเมินสถานการณ์และปรับกลยุทธ์เพื่อทำธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้ได้ ถ้าการเมืองเริ่มนิ่งขึ้นแล้วสถานการณ์นอกประเทศดีขึ้น เช่น GDP สหรัฐออกมาดูดีนิดหนึ่ง เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาด ราคาน้ำมันไม่ถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถ้าเริ่มมีความมั่นใจ ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะกลับมา เพราะพื้นฐานตลาดหุ้นไทยมี ถ้าปัจจัยภายนอกเป็นใจตลาดหุ้นไทยไปได้อยู่แล้ว"

แม้เศรษฐกิจประเทศไทยจะมีปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศมากดดัน แต่แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยอาจจะไม่แย่อย่างที่คิดก็ได้ เพราะในวิกฤติย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ

ที่มา : http://www.rssthai.com
Show/Hide Navbar